รูปแพะสวยๆๆๆ

posted on 16 Dec 2010 14:26 by mudshot
                      
                                               
                            
                                      
                          
                                     
                                                  
                           
                           
                                
                             
                                
                                          
                 
                                    
            
                           
                
                                                  
          
                  
                    
        
              
                                 
              
                 
              
              
       
               
              
                   
             
              
         
          
   

       การเลี้ยงแพะในประเทศไทยของเรามีมายาวนานมาก และกระแสการบริโภคน้ำนมแพะเพื่อสุขภาพก็มาแรงในช่วงหนึ่ง จนมีข่าวที่ไม่สู้จะดีนัก และทำให้การบริโภคน้ำนมแพะลดลง ทั้งนี้เนื่องจากโรคระบาดของแพะที่สามารถติดต่อมาสู่คนได้ เรื่องนี้ต้องหาผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาแพะมาให้ความกระจ่างกันซักหน่อยจะดีกว่า

       อาจารย์ลักษณ์ เพียซ้าย หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาการผลิตสัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดเล็ก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม หรือมีชื่อเรียกสั้น ๆ ว่า ศูนย์แพะ-แกะ ได้ให้รายละเอียดอย่างกระจ่างแจ้งในเรื่องของแพะว่า แพะเป็นสัตว์เคี้ยวเอื้องมี 4 กระเพาะ ประเภทเดียวกับโคและกระบือ แต่ตัวมีขนาดที่เล็กกว่า จึงเรียกว่าสัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดเล็ก (Small Ruminant) และกินหญ้าเป็นหลัก รวมไปถึงไม้พุ่มที่มีขนาดเล็กเกือบทุกชนิด

       แพะมีความผูกพันกับคนเรามาช้านาน โดยเฉพาะชาวมุสลิม โดยชาวบ้านจะเลี้ยงในครัวเรือนประมาณ 5-10 ตัว แต่ในปัจจุบันกระแสการเลี้ยงแพะค่อนข้างจะมาแรง โดยเฉพาะนมแพะ เกษตรกรเริ่มสนใจหันมาเลี้ยงแพะกันมากขึ้นทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย เนื่องจากเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย แพะมีความสามารถในการเปลี่ยนอาหารที่มีเยื่อใย (Fiber) เช่น ใบไม้ หญ้าชนิดต่าง ๆ ให้เป็นโปรตีนในรูปของเนื้อและนมได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีอายุในการเลี้ยงสั้นคือ เมื่ออายุ 10-12 เดือน ก็สามารถผสมพันธุ์ได้ และใช้เวลาในการอุ้มท้อง 5 เดือน ก็จะให้ลูกได้ และบางครั้งยังให้ลูกแฝดอีกด้วย

       กระแสการดื่มน้ำนมแพะในขณะนี้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากกลุ่มผู้สนใจดูแลรักษาสุขภาพ จากการโฆษณาประชาสัมพันธ์ทางสื่อต่าง ๆ แต่คนไทยยังไม่คุ้นเคยกับการดื่มน้ำนมแพะกันมากนัก นอกจากชาวมุสลิมที่ดื่มน้ำนมแพะกันมานาน โดยมีคำบอกเล่าว่าการดื่มน้ำนมแพะ จะสามารถป้องกันโรคภูมิแพ้ได้ ถ้าเทียบระหว่างน้ำนมแพะกับน้ำนมโค นมทั้ง 2 ชนิดก็มีประโยชน์เหมือนกัน แต่ในน้ำนมแพะจะมีเม็ดไขมันที่มีขนาดเล็กกว่าน้ำนมโค เพราะฉะนั้นไขมันจากน้ำนมแพะจะย่อยได้ง่ายกว่า ร่างกายก็สามารถดูดซึมได้เร็วขึ้น และไม่เกิดอาการของท้องอืด ท้องเสีย หรืออาเจียน นอกจากนี้ในน้ำนมแพะยังมีโปรตีน และกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายค่อนข้างจะมาก มีไวตามินบี แร่ธาตุ แคลเซียมและฟอสฟอรัสในปริมาณที่ค่อนข้างสูง เหมาะกับทุกเพศทุกวัย แต่มีข้อจำกัดในเรื่องของกลิ่นในน้ำนมแพะ ซึ่งเป็นกลิ่นเฉพาะตัวเช่นเดียวกับกลิ่นของเนื้อสัตว์ที่มีกลิ่นเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน เช่น เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อวัว หรือเนื้อแกะ ซึ่งผู้ที่เริ่มบริโภคน้ำนมแพะ อาจจะรู้สึกไม่คุ้นเคยในระยะแรก แต่จะรู้สึกว่าเป็นกลิ่นที่ปกติ ถ้าหากเราดื่มทุกวัน ส่วนวิธีการเลือกซื้อนมแพะที่ถูกต้องนั้น จะต้องเลือกน้ำนมแพะที่สุก มีการพาสเจอร์ไรส์ที่อุณหภูมิ 60-70 องศาเซลเซียส และต้องสังเกตสลากวันผลิต วันหมดอายุข้างขวดด้วย

       พันธุ์ของแพะนมที่นิยมเลี้ยงได้แก่ พันธุ์ Saanen มีลักษณะตัวสีขาว หูเล็ก ส่วนในแพะพันธุ์กึ่งเนื้อกึ่งนมที่นิยมเลี้ยงได้แก่ พันธุ์ Anglo-Nubian และพันธุ์ Boer ซึ่งถ้าเกษตรกรต้องการแพะพันธุ์เหล่านี้ไปเลี้ยง จะต้องไปปรึกษาที่กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งจะมีศูนย์วิจัยอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ ไว้คอยแนะนำให้คำปรึกษา และส่งเสริมการเลี้ยงแพะด้วย

 

       ส่วนแพะเนื้อ อาจารย์ลักษณ์ เพียซ้าย ให้คำแนะนำว่า ให้นำแพะพันธุ์พื้นเมืองมาผสมพันธุ์กับแพะพันธุ์เนื้อ หรือแพะพันธุ์กึ่งเนื้อกึ่งนมก็ได้ เช่น นำแพะพันธุ์ Boer มาผสมกับแพะพันธุ์พื้นเมืองก็ได้ หรือจะนำแพะพันธุ์ Anglo-Nubian มาผสมกับแพะพันธุ์พื้นเมือง จะทำให้ได้ลูกผสมที่แข็งแรงเจริญเติบโตดี และได้ผลผลิตที่ดี ซึ่งแต่เดิมแพะพันธุ์พื้นเมืองจะตัวเล็กให้เนื้อน้อย ก็จะทำให้ได้ปริมาณเนื้อที่มากขึ้น และสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีขึ้นด้วย

       แพะเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย อยู่ง่าย กินง่าย สามารถกินหญ้าได้หลายชนิด แต่อาจจะมีแปลงหญ้าธรรมชาติ และแปลงหญ้าที่ปลูกเพื่อเลี้ยงแพะไว้ส่วนหนึ่ง โดยทั่วไปชาวบ้านที่เลี้ยงแพะในระบบครอบครัว อาจจะเลี้ยงได้ครอบครัวละ 50-100 ตัว ปกติชาวบ้านจะต้อนแพะออกไปกินหญ้าตามทุ่ง ตามไหล่ถนน หรือพื้นที่ว่างเปล่า ทำให้มีต้นทุนการเลี้ยงต่ำ แต่ถ้าเป็นการเลี้ยงแพะในระบบฟาร์ม หรือในจำนวนมาก ต้องมีการวางแผนการจัดการฟาร์มที่เป็นระบบ และมีโรงเรือนแพะที่ได้มาตรฐาน และต้องปลูกหญ้าสำหรับตัดให้แพะกินด้วย ในสภาพพื้นที่ดิน อาจารย์ลักษณ์ เพียซ้าย แนะนำให้ปลูกหญ้ารูซี่ ส่วนในที่ลุ่ม แนะนำให้ปลูกหญ้าขน หรือหญ้าแพงโกล่า

       การจัดการฟาร์มแพะตามหลักวิชาการ จะต้องวางโปรแกรมการฉีดวัคซีน เพื่อป้องกันโรคระบาดที่สำคัญได้แก่ โรคปากและเท้าเปื่อย (Foot and Mouth Disease) จะต้องฉีด 6 เดือนต่อครั้ง และต้องฉีดเป็นประจำทุก ๆ ปี โรคนี้จะระบาดมากในช่วงหน้าฝน ซึ่งเกษตรกรสามารถขอวัคซีนได้จากสำนักงานปศุสัตว์อำเภอ และสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด และอีกโรคหนึ่งที่ร้ายแรงคือ โรคแท้งติดต่อ (Brucellosis) โรคนี้สามารถติดต่อมาสู่คนตามที่เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อไม่นานมานี้

วัคซีนบรูเซลโลซีส
เป็นวัคซีนแบคทีเรียเชื้อเป็น ชนิดดูดแห้ง บรรจุภายใต้สูญญากาศ 
ผลิตจากเชื้อ Brucella abortu   สแตน 19 ( USDA )

       ซึ่งโรคแท้งติดต่อนี้ก็มีวัคซีนที่สามารถป้องกันได้เช่นกัน หรือตรวจสอบการติดเชื้อได้ โดยการเจาะเลือดแพะไปตรวจหาเชื้อ หลังการตรวจสอบถ้าพบว่า แพะตัวใดมีเชื้อโคแท้งติดต่อก็จะต้องทำลายทิ้ง เพราะฉะนั้นแพะตัวที่ไม่ได้ทำการฉีดวัคซีน จะต้องมีการเจาะเลือด เพื่อตรวจหาเชื้อด้วยทุกตัว

       การติดเชื้อไม่สามารถสังเกตได้จากภายนอก แต่จะสังเกตได้ในตัวเมีย ที่ไม่เคยให้ลูกเลย หรือแท้งอยู่เสมอ ก็น่าจะเจาะเลือดเพื่อตรวจหาเชื้อ การฉีดวัคซีนหรือตรวจเลือดตั้งแต่ต้นก่อนการเลี้ยง จะตัดปัญหาโรคติดต่อทั้งหมด เพราะถ้าไม่ปฏิบัติตามนี้ ในช่วงเวลาต่อไป อาจจะเกิดความเสียหายอย่างมาก และโรคยังสามารถติดต่อมาสู่ผู้เลี้ยงแพะอีกด้วย

       อายุการให้เนื้อของแพะ สามารถบริโภคได้ตั้งแต่หย่านมคือ อายุ 3-4 เดือน แต่ในประเทศไทยมักจะนิยมบริโภคในอายุประมาณ 6 เดือน ส่วนคุณภาพของเนื้อแพะ จะขึ้นอยู่กับวิธีการเลี้ยง และสายพันธุ์ของแพะคือ ถ้าเลี้ยงแบบชาวบ้าน ต้อนให้กินหญ้าไปเรื่อย ๆ คุณภาพเนื้อก็จะไม่ค่อยดีนัก แต่ถ้าเลี้ยงในระบบฟาร์ม มีการเสริมอาหารข้น ให้หญ้าที่สมบูรณ์ ก็จะทำให้ได้เนื้อที่มีคุณภาพในอีกระดับหนึ่ง

       ส่วนราคาของเนื้อแพะจะไม่มีเกณฑ์กำหนดราคาที่แน่นอนเหมือนเนื้อหมู เนื้อวัว หรือเนื้อไก่ ในการซื้อขายแพะ ผู้ซื้อและผู้ขายจะตกลงราคากันเอง บางแหล่งก็จะขายได้แพง บางแหล่งก็จะขายได้ถูก เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะรายย่อยในเขตภาคกลางของประเทศไทย จะขายในช่วงที่แพะยังมีอายุไม่มากนัก ราคาตัวละประมาณ 700-800 บาท ถ้าปีหนึ่ง ๆ ได้ลูกแพะจำนวนมาก ก็จะมีรายได้สูงขึ้นตามลำดับด้วย แต่ถ้าเลี้ยงในระบบฟาร์มที่ได้มาตรฐาน หากมีการนำเข้าแพะจากต่างประเทศมาเลี้ยง ก็จะทำให้มีต้นทุนที่สูงขึ้น

       พูดง่าย ๆ ว่ากันแบบแพะ ๆ ก็คือ แพะเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย กินง่าย ถ้าเริ่มจากเลี้ยงฝูงเล็ก ๆ แล้ว ค่อย ๆ ขยายเป็นฟาร์มที่ใหญ่ขึ้น ก็สามารถจะทำได้อย่างไม่น่าจะมีปัญหา

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 30 พฤศจิกายน 2548

edit @ 16 Dec 2010 14:24:41 by mud

นมแพะควรดื่มหรือไม่

posted on 16 Dec 2010 14:10 by mudshot

นมแพะควรดื่มหรือไม่


นมแพะเป็นอาหารประเภทนมเช่นเดียวกับนมโค จึงเป็นทางเลือกของการดื่มนมอีกทางหนึ่งของผู้ที่ต้องการดื่มนม โดยมีส่วนประกอบพื้นฐานของสารอาหารในนมแพะคล้ายกับนมโค ไม่ได้มีส่วนประกอบคล้ายนมคนอย่างที่บางคนเข้าใจ จึงไม่ควรใช้เลี้ยงทารกแทนนมแม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งทารกในขวบปีแรก นมแพะสามารถใช้เป็นเครื่องดื่มประเภทนมในลักษณะอาหารว่างระหว่างมื้อสำหรับวัยอื่นๆ ที่มีคุณค่าอาหารสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเป็นแหล่งที่ดีของโปรตีน แร่ธาตุแคลเซียม วิตามินเอ และวิตามินบี ๒ เช่นเดียวกับนมโค
 
การดื่มนมแพะมีประโยชน์หรือไม่

  • คุณค่าอาหาร

หากจะถามคำถามนี้ ก็คงต้องบอกว่ามีประโยชน์ในแง่คุณค่าอาหารเช่นเดียวกับนมโค ความแตกต่างของนมแพะและนมโคบางส่วนที่มี เช่น นมแพะมีคุณสมบัติในการย่อยง่ายกว่านมโค เพราะลิ่มนมซึ่งเกิดจากโปรตีนเจอกับกรดในกระเพาะมีขนาดเล็กกว่าลิ่มนมของนมโค 

  • ไขมัน

ส่วนประโยชน์ในประเด็นที่ว่านมแพะไขมันต่ำกว่า นมโคนั้น คงสรุปเช่นนั้นไม่ได้ เพราะขึ้นกับสายพันธุ์ของแพะนม ซึ่งมีมากมายหลายสายพันธุ์เช่นเดียวกับโคนม บางสายพันธุ์ (Saanen) ให้ปริมาณน้ำนมมากแต่มีปริมาณไขมันต่ำ ขณะที่บางสายพันธุ์ (Nubian) จะให้ปริมาณน้ำนมน้อยกว่าแต่มีปริมาณไขมันสูง สิ่งที่แตกต่างระหว่างนมโคและนมแพะ ที่ชัดเจนคือ ขนาดของหยดไขมัน (fat globules) ที่นมแพะมีขนาด เล็กกว่านมโค ด้วยเหตุนี้ นมแพะจึงไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการตีไขมันให้แตกละเอียด (homeogenesis)  เพื่อให้มีส่วนประกอบที่สม่ำเสมอไม่เกิดการลอยเป็นฝ้าหรือการเกิดชั้นของครีม ทั้งนี้ขั้นตอนการตีไขมัน ซึ่งทำในนมโคนั้นจะมีเอนไซม์แซนทีนออกซิเดส (xanthine oxidase) หลุดออก มาเป็นอิสระและมีโอกาสผ่านผนังลำไส้เข้าสู่กระแสเลือดได้ ซึ่งอาจไปกระตุ้นร่างกายให้ปล่อยโคเลสเตอรอล เข้าสู่กระแสเลือดมากขึ้นได้ และเมื่อตีไขมันแตกแล้ว เอนไซม์ไลเพส (lypase) ในนมจะทำให้เกิดมีรสขมหรือหืน ดังนั้นหลังการตีไขมันแล้วจึงต้องมีการผ่านความร้อนเพื่อทำลายเอนไซม์

  • วิตามิน

ประโยชน์ในแง่ของวิตามินนั้น นมแพะจะเปลี่ยนคาโรทีนทั้งหมดให้อยู่ในรูปของวิตามินเอ จึงทำให้นมแพะสีจะค่อนข้างขาวกว่านมโคซึ่งยังมีบางส่วนอยู่ในรูป คาโรทีนอยด์ ส่วนกลุ่มวิตามินบีนั้น นมแพะจะมีวิตามินบี ๒ และไนอาซีนสูงกว่านมโค แต่มีวิตามินบี ๖ และวิตามิน บี ๑๒ ต่ำกว่านมโค แต่ทั้งนมโคและนมแพะมีวิตามินซีและวิตามินดีต่ำทั้งคู่

  • แร่ธาตุ

ปริมาณแร่ธาตุต่างๆ ในน้ำนมนั้นแร่ธาตุบางชนิดในนมแพะจะสูงกว่าในนมโค ได้แก่ แคลเซียม โพแทสเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส คลอไรด์ และแมงกานีส ในขณะเดียวกันก็มีแร่ธาตุบางชนิดต่ำกว่านมโค ได้แก่ โซเดียม เหล็ก ซัลเฟอร์ สังกะสี และโมลิเดียม ดังนั้น การกล่าวอ้างว่านมแพะใช้รักษาโรคโลหิตจางจึงไม่มีคำอธิบายสนับสนุนที่ชัดเจน ขณะเดียวกันก็ยังพบว่าโรคโลหิตจางในทารกบางรายที่เลี้ยงด้วยน้ำนมแพะ

  • การแพ้นม

ในการแนะนำคนที่แพ้นมโคให้ดื่มนมแพะแทนนั้น จะได้ผลเฉพาะในรายที่มีสาเหตุการแพ้น้ำเหลืองวัว (bovine serum) ในนมวัวเท่านั้น ซึ่งพบเป็นส่วนน้อย ผู้ที่แพ้น้ำเหลืองวัวก็จะมีอาการแพ้ต่อผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมโคทุกชนิด (ไม่ว่าเนยหรือเนยแข็ง) ไม่ใช่เฉพาะกับนมเท่านั้น แต่คนที่แพ้นมโคส่วนใหญ่มีสาเหตุการแพ้จากส่วนประกอบอื่นๆ ในเนื้อนมที่พบได้บ่อยคือการแพ้แล็กโทส ในกรณีนี้การดื่มนมแพะจะไม่ใช่วิธีการแก้ไข เนื่องจากนมแพะก็มีแล็กโทสเช่นกัน แม้จะมีปริมาณต่ำกว่านมโคก็เพียงเล็กน้อย การแก้ไขจึงควรเป็นการบริโภคโยเกิร์ตหรือดื่มนมเปรี้ยว เพราะมีการย่อยแล็กโทสไปแล้วโดยจุลินทรีย์

ข้อเสียของการดื่มนมแพะมีหรือไม่ 
ข้อเสียที่มักได้ยินคือ เรื่องของกลิ่นและรส แต่ในความเป็นจริงแล้ว กลิ่น รสเหล่านี้เกิดจากวิธีการเลี้ยงดูและการบริหารจัดการในการรีดนม ถ้าทำการดูแลแพะให้สะอาด และให้อาหารที่ดีแก่แพะเช่นเดียวกับโคนม กลิ่น รสของนมแพะจะไม่แตกต่างจากของนมโค ส่วนข่าวเกี่ยวกับผู้ที่ติดเชื้อโรคบางอย่างจากการดื่มนมแพะนั้น เกิดจากกระบวนการให้ความร้อนเพื่อการฆ่าเชื้อในน้ำนมไม่ได้มาตรฐาน ถ้าหากมีการควบคุมดูแล ขั้นตอนนี้ให้ได้มาตรฐานก็จะได้นมที่ดื่มได้อย่างปลอดภัย ดังนั้น ข้อเสียของการดื่มนมแพะคงเหลือเพียงเรื่องราคาที่ค่อนข้างแพง เนื่องจากมีการผลิตปริมาณไม่มาก และการส่งเสริมการขายที่อ้างสรรพคุณต่างๆ จนนมแพะถูกวางเป็นอาหารพิเศษ 

ควรหันมาดื่มนมแพะดีหรือไม่ 
จากข้อมูลข้างต้นสรุปได้ว่าถ้าท่านไม่ได้มีปัญหาเกี่ยวกับการย่อยอาหารหรือแพ้น้ำเหลืองวัว จะดื่มนมโคหรือนมแพะก็คงไม่แตกต่างกันนัก แต่หากมีปัญหาดังกล่าวและยังต้องการดื่มนมโดยยินดีจ่ายค่านมแพงขึ้น การดื่มนมแพะก็เป็นทางเลือกทางหนึ่ง แต่การผลิตนมแพะในขณะนี้ยังเป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ซึ่งการฆ่าเชื้อต้องใช้วิธีต้มนมหากท่านไม่มั่นใจในมาตรฐานการฆ่าเชื้อของผู้ผลิต ก่อนดื่มก็ควรต้มนมอีกครั้งอย่างน้อย ๑๐ นาที

ประโยชน์ที่เด่นชัดของการดื่มนมแพะ 
แต่เดิมนั้นเป็นประโยชน์ด้านเศรษฐกิจโดยที่แพะเป็นสัตว์ขนาดเล็ก เลี้ยงดูง่าย ใช้พื้นที่การเลี้ยงดูน้อย สามารถให้นมพอเพียงกับการบริโภคในครัวเรือน จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับครอบครัวที่ไม่อยู่ในฐานะที่จะมีโคนมสามารถมีนมดื่มในครัวเรือนโดยเลี้ยงแพะในพื้นที่อันจำกัดของบริเวณบ้านตน ผู้เขียนเคยมีโอกาสได้เยี่ยมชมการรีดนมแพะ ซึ่งเป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งของศูนย์ศึกษาการพัฒนา "พิกุลทอง" จังหวัดนราธิวาส จะเป็นการผลิตขนาดเล็กในเชิงศึกษาพัฒนาสาธิต นมแพะที่รีดได้ถูกนำมาต้มและบรรจุในถุงนมพาสเจอร์ไรส์อย่างถูกสุขลักษณะและจำหน่ายในราคาปกติ การผลิตนมแพะจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าส่งเสริมในท้องถิ่นที่มีความต้องการ แต่ควรมีการดำเนินการอย่างถูกต้อง ได้มาตรฐานและจำหน่ายในราคายุติธรรมมากกว่าการสร้างภาพลักษณ์ที่เกินจริงและขายในราคาที่เกินควร